Travel Guide for traveller

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

“บูดาเปสต์” ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ

อาคารรัฐสภาของฮังการีที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลก
สำหรับฉันการได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่างๆ ในโลก มันเหมือนเป็นการให้รางวัลแก่ชีวิตที่ได้ทำงานมาหนักหนา และเป็นเหมือนการได้ไปเปิดหูเปิดตา สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่ชีวิต ดังนั้นหากมีเวลาว่างเป็นเมื่อไหร่ ฉันไม่รีรอที่จะให้รางวัลแก่ตัวเองโดยการออกทัวร์ท่องเที่ยวประเทศต่างๆ ที่ฉันอยากไป และหนึ่งในประเทศทางแถบยุโรปที่ฉันใฝ่ฝันอยากจะไปเที่ยว และก็ได้เดินทางมาเที่ยวอย่างสมใจในทริปนี้ก็คือ

“สาธารณรัฐฮังการี” (Republic of Hungary) เป็นประเทศหนึ่งทางแถบยุโรปที่มีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เพราะเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีประวัติอย่างยาวนานมาตั้งแต่ในตอนศตวรรษที่ 9 ซึ่งประเทศฮังการีนี้มีความงดงามในทางลักษณะภูมิประเทศเป็นอย่างมาก จนนักท่องเที่ยวจากหลายมุมโลกก็อยากจะเดินทางมาสัมผัสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้มาเที่ยวชมเมืองหลวงอันงดงามที่มีชื่อว่า

“บูดาเปสต์” (Budapest) เป็นนครหลวงของประเทศฮังการีที่รวมเอาสองเมืองเข้าด้วยกัน คือเมือง "บูดา" กับเมือง "เปสต์" รวมกันเมื่อปี 1873 บูดาเปสต์นั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีความงดงามติดอันดับโลก จนได้รับสมญานามว่า “บูดาเปสต์ ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” ด้วยเพราะทัศนียภาพบนสองฝั่งแม่น้ำดานูบ (Danube) หรือที่คนฮังกาเรียนเรียกขานว่า ดูนา (Duna) เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านกลางเมือง ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำดานูบ มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับซับซ้อนเรียกว่าฝั่งบูดา (Buda) เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมโบราณและศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ส่วนฝั่งเปสต์ (Pest) มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นราบ เป็นย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญของเมือง

มหาวิหารเซนต์สตีเฟนอันสวยงาม
หากได้มาเยือนยังบูดาเปสต์แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ชมสิ่งสวยงาม เพราะว่าที่เมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและงดงามให้เที่ยวชมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิหารเซนต์สตีเฟน(St.Stephen Basilica) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสูงโดดเด่นเป็นสง่าในฝั่งเปสต์ เป็นมหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เซนต์สตีเฟน กษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชอาณาจักรฮังการี สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1851 เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ.1905 ใช้เวลากว่า 54 ปีในการก่อสร้าง มหาวิหารแห่งนี้มีความสูงถึง 96 เมตร ถือว่าป็นอาคารที่มีความสูงที่สุดในบูดาเปสต์ ภายในมหาวิหารโอ่โถงอลังการท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ การตกแต่งภายในถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็แฝงไว้ด้วยความงดงามทางสถาปัตยกรรม

ความงดงามยามค่ำคืนของสะพานเชน
อาคารรัฐสภาฮังการี (Hungary Parliament) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวอันตระการที่ไม่ควรพลาดมาเที่วชม ถือว่าป็นสัญลักษณ์ของฮังการี อาคารรัฐสภาตั้งโดดเด่นอยู่ริมแม่น้ำดานูบบนฝั่งเปสต์ เป็นอาคารรัฐสภาที่ชาวฮังกาเรี่ยนภูมิใจว่าเป็นอาคารรัฐสภาที่สวยที่สุดใน โลก เพราะตัวอาคารมีความสวยงามด้วยสภาปัตยกรรมแบบนีโอโกธิคที่ดูคลาสสิคด้วย หลังคาสีแดง อาคารรัฐสภาแห่งนี้เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ.1885 และใช้เวลากว่า 20 ปีกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ โดยรูปแบบอาคารได้รับอิทธิพลมาจากอาคารรัฐสภาแห่งลอนดอน สหราชอาณาจักร

ภายในอาคารรัฐสภาประกอบด้วยห้องมากมายถึง 700 ห้อง มีประตูทางเข้า 27 แห่ง บนตัวอาคารประดับด้วยยอดสูง 365 ยอด ซึ่งการเดินชมภายในรัฐสภาจะจัดเป็นกลุ่มย่อยๆ และมีไกด์คอยพานำชมห้องต่างๆ ซึ่งแต่ละห้องตกแต่งอย่างสวยสดวิจิตรอลังการงดงามตระการตาเป็นอย่างยิ่ง

และใกล้ๆ กับอาคารรัฐสภายังมี สะพานเชน (Chain Bridge) หรือสะพานโซ่ เป็นอีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของบูดาเปสท์ สะพานเชนแห่งนี้เป็นสะพานถาวรแห่งแรกที่ทอดตัวข้ามแม่น้ำดานูบ สร้างโดยวิศวกรชาวอังกฤชื่อ William Tierney Clark เหล็กทุกชิ้นล้วนนำมาจากอังกฤษ เป็นสะพานที่มีความสวยงามอย่างมาก มีรูปปั้นแกะสลักสิงห์โตที่สะพาน ยิ่งยามค่ำคืนสะพานจะสว่างไสวไปด้วยไฟราวที่ถูกประดับประดาไว้ยิ่งสร้างความ งามตาให้กับสะพานอย่างยิ่งยวด

อนุสาวรีย์แห่งสหัสวรรษตั้งอยู่กลางลานฮีโร่สแควร์
จากสะพานเชนมาเที่ยวที่ ฮีโร่สแควร์ (Hero Square) กันสถานที่แห่งนี้เป็นลานโล่งกว้างขนาดใหญ่ ที่มีอนุสาวรีย์แห่งสหัสวรรษ (Millennium Memorial) ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานฮีโร่สแควร์ อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งอาณาจักรฮังการีครบรอบ หนึ่งพันปี เสาสูงตระหง่านของอนุสาวรีย์ เป็นที่ตั้งของรูปหล่อเทวทูตกาเบรียล อันเป็นสัญลักษณ์ของคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่เป็นดั่งหลักของอาณาจักร ฮังการี รอบเสาสูงเป็นที่ตั้งของรูปหล่อผู้นำของชนเผ่าทั้ง 7 ที่ร่วมกันก่อตั้งอาณาจักรฮังการีขึ้นเมื่อคริสตศวรรษที่ 9

นอกจากนี้ยังมีเสาระเบียงโดยรอบที่ประดับประดาไปด้วยรูปหล่อของบุคคล สำคัญของฮังการี ไม่ว่าจะเป็นอดีตกษัตริย์ นักปราชญ์ และบุคคลในประวัติศาสตร์ของฮังการี ซึ่งในช่วงที่มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้น ฮังการียังคงอยู่ภายใต้จักรวรรดิออสเตรีย ดังนั้นรูปหล่อบางรูปในขณะนั้น จึงเป็นบุคคลจากราชวงศ์ฮับสบวร์กแห่งออสเตรีย แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อนุสาวรีย์แห่งนี้ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก การบูรณะหลังจากนั้นได้มีการเปลี่ยนรูปหล่อของบุคคลจากราชวงศ์ฮับสบวร์กทั้ง หมดให้เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ฮังการี สอดคล้องกับสภาพการเมืองในขณะนั้นที่จักรวรรดิออสเตรียล่มสลายลง และฮังการีได้แยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราช

และบริเวณฮีโร่สแควร์ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง อาทิ Museum of Fine Arts พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เก็บรวบรวมผลงานของศิลปินชื่อดังไว้มากมายกว่า 120,000 ชิ้น มีArt Gallery แสดงผลงานทางศิลปะในยุคใหม่ มีปราสาท Vajdahunyad Castle สวนสัตว์ สวนสาธารณะ และ Szechenyi Medicinal bath โรงอาบน้ำสาธารณะเก่าแก่กว่าร้อยปีซึ่งยังเปิดให้บริการ ซึ่งประเทศฮังการีนั้นมีชื่อเสียงเรื่องสปาและน้ำพุร้อนอยู่แล้ว

โบสถ์แมทเทียสสวยงามในสไตล์นีโอกอธิค
จากนั้นข้ามมาที่ฝั่งบูดา ขึ้นมาบน Buda’s Castle Hill ซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโบราณเก่าแก่อันทรงคุณค่ามากมายให้มาเที่ยวชมกัน อย่างโบสถ์แมทเทียส (Matthias Church) เป็นโบสถ์ใหญ่เก่าแก่อายุ 700 ปี ที่ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โบถส์แห่งนี้ตั้งชื่อตามพระนามของกษัตริย์แมทเทียส กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮังการี เมื่ออดีตโบสถ์แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีเถลิงราชสมบัติของ กษัตริย์แห่งฮังการี แต่ในช่วงที่ฮังการีถูกรุกรานจากกองทัพเติร์ก สมบัติส่วนใหญ่ถูกขนออกไป และถูกเปลี่ยนสภาพให้เป็นมัสยิสหลักของเมืองภายใต้การปกครองของตุรกีในปี ค.ศ.1541 และในช่วงสงครามขับไล่กองทัพเติร์ก โบสถ์แมนเทียสได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก กระทั่งเมื่อสงครามสงบลงจึงมีการบูรณะโบสถ์แมทเทียสให้กลับมายิ่งใหญ่และงด งามดังเดิม มีหลังคาสลับสีอันสวยงามตามสไตล์นีโอ-โกธิค ส่วนด้านโบสถ์ประดับประดาไปด้วยภาพเขียนสี และกระจกสีที่บอกเล่าเรื่องราวทางศาสนาที่งดงามเกินคำบรรยาย

อนุสาวรีย์พระเจ้าสตีเฟ่นที่ 1
ถัดจากโบสถ์แมทเทียส ยังมีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าสตีเฟ่นที่ 1 ตั้งเด่นเป็นสง่าให้ได้ชมกันเป็นอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าผลงานประติมากรรมที่งดงามของศตวรรษที่ 11 ตั้งอยู่หน้าป้อมชาวประมง (Fishermen’s Bastion) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1905 โดยกลุ่มชาวประมงฮังกาเรียน สร้างขึ้นไว้เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของชาวประมงผู้เสียสละชีวิตปกป้องบ้าน เมืองในคราวที่ถูกพวกมองโกลเข้ามารุกรานเมื่อปี 1241 - 1242 บนป้อมชาวประมงนี้ถือว่าเป็นจุดชมวิวรอบเมืองบูดาที่สวยที่สุด สามารถชมความงามของแม่น้ำดานูบได้แบบพาโนรามา มองเห็นสะพานเชน และอาคารรัฐสภาฮังการีริมแม่น้ำดานูบที่งดงามตรึงตา ประทับใจกับการที่ได้มาเยือน “บูดาเปสต์” นครหลวงอันงดงามแห่งสาธารณรัฐฮังการี

ป้อมชาวประมง
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

“สาธารณรัฐฮังการี” (Republic of Hungary) มีเมืองหลวงคือ กรุงบูดาเปสต์ (Budapest) ภาษาราชการที่ใช้คือฮังกาเรียน และภาษาธุรกิจที่ใช้คือ ภาษาฮังกาเรียน อังกฤษ และเยอรมัน ฮังการีใช้สกุลเงิน ฟอรินท์ (Forint) 1 บาท ประมาณ 5.9 ฟอรินท์ ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาต้องการเดินทางไปเที่ยวประเทศฮังการีต้องขอวีซ่า ที่สถานเอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย

สูดกลิ่นหอม ชมดอกไม้บานสะพรั่งที่ "ฮอกไกโด"

ดอกลาเวนเดอร์บานส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ
เทศกาลชมดอกซากุระ หรือฮะนะมิ (Hanami) เพิ่งจะผ่านพ้นไป หลังจากที่ดอกซากุระเบ่งบานและร่วงโรยไปได้ไม่นานนักในดินแดนอาทิตย์อุทัย ฤดูใบไม้ผลิในขณะนี้ได้นำเอาความสดใสมาสู่ประเทศญี่ปุ่นให้ทุกคนได้แช่มชื่น ไปกับบรรยากาศอันงดงามทั่วทั้งเกาะ

แม้ดอกซากุระจะร่วงโรยไปแล้ว แต่บน "เกาะฮอกไกโด" เกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น และเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศรองจากเกาะฮอนชูนั้น ก็กำลังจะมีดอกไม้หลากชนิดที่สวยงามไม่แพ้ดอกซากุระเบ่งบานให้ทุกคนได้ชื่น ชมในความงามกันต่อ

พรมสีชมพูจากดอกมอส ฟล็อกซ์
ฮอกไกโดนั้นเป็นทั้งชื่อเกาะและชื่อจังหวัด ส่วนเมืองหลวงของจังหวัดนี้ก็คือเมืองซัปโปโร เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง และเนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศ เกาะฮอกไกโดจึงมีอากาศเย็นจัดในฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ซึ่งในช่วงนี้เองที่จะมีการจัดงานเทศกาลหิมะอันมีชื่อเสียงขึ้นที่สวน สาธารณะโอโดริ ในเมืองซัปโปโร ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) และฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) อากาศบนเกาะฮอกไกโดก็กำลังเย็นสบาย และถือเป็นฤดูท่องเที่ยวของที่เกาะนี้ด้วยเพราะดอกไม้หลากชนิดหลากสีสันจะ ผลิบานอวดความสวยงาม แต่จะเป็นดอกอะไร บานที่ไหนบ้างนั้น ไปชมกันเลยดีกว่า

ลวดลายจากดอกมอส ฟล็อกซ์
เริ่มกันที่เมืองฟุระโนะ ชมเนินเขาสีม่วงละลานตาจากดอกลาเวนเดอร์ที่ บานสะพรั่งเต็มเนินเขา ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ไม่ว่าใครที่ได้ไปเห็นก็เป็นต้องประทับใจกับความงดงาม อีกทั้งกลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์ ดอกไม้สีม่วงซึ่งมักจะถูกนำไปผลิตเป็นน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย หรือเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ ทั้งครีมทาผิว ครีมอาบน้ำ ฯลฯ นั้น ก็ยังเป็น "กลิ่นบำบัด" (Aromatherapy) ที่ช่วยคลายเครียด ทำให้นอนหลับสบาย จิตใจสงบอีกด้วย เรียกว่านอกจากจะดูเป็นอาหารตาแล้ว กลิ่นหอมๆ ที่ฟุ้งไปทั่วบริเวณก็ยังช่วยทำให้จิตใจสบายอีกต่างหาก

ทุ่งดอกเรพสีเหลืองสดใส
สำหรับคนที่กำลังอยู่ในห้วงแห่งความรัก มองทุกอย่างเป็นสีชมพูไปหมด หากได้มาที่เมืองทะคิโนะอุเอะ หรือที่ทะคิโนะอุเอะ พาร์ค เมืองทางฝั่งตะวันออกของเกาะฮอกไกโด ก็ยิ่งจะเห็นโลกเป็นสีชมพูแสบตามากยิ่งขึ้นไปอีกจากดอกมอส ฟลอกซ์ (Moss Phlox) หรือชิบะซากุระ (Shiba Sakura) สีชมพูหวาน ที่ขึ้นเป็นบริเวณกว้างพอๆกับสนามฟุตบอล 14 สนามเลยทีเดียว มองดูเผินๆ เหมือนทั่วบริเวณถูกปูไปด้วยพรมสีชมพูนุ่มๆ อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมหวานสมตัวอีกด้วย หากใครอยากชมก็สามารถมาชมได้ในช่วงนี้จนถึงต้นเดือนมิถุนายน

ดอกกุหลาบสวยหวานที่เมืองอิวามิซาวะ
แต่หากใครอยากได้บรรยากาศแบบสดใสสุดๆ จากดอกไม้สีเหลืองสด ก็ต้องมาที่เมืองทาคิคาวะ ที่มีทุ่งดอกเรพที่ ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และจะบานในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-ต้นเดือนมิถุนายน ดอกเรพสีเหลืองสดใสตัดกับสีของท้องฟ้าในหน้าร้อน คงจะงดงามติดตาตรึงใจผู้ที่ได้พบเห็นแน่นอน และนอกจากนั้น ทุ่งดอกเรพในเมืองทาคิคาวะก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น การสาธิตการทำขนมเค้กโมจิดอกเรพ (เค้กข้าวเหนียว) และการสกัดน้ำมันจากเมล็ดดอกเรพ อีกทั้งยังสามารถซื้อน้ำมันดอกเรพและน้ำสลัดไปเป็นของกินของฝากได้อีกด้วย

บรรยากาศของสวนดอกกุหลาบเหมาะสำหรับคู่รักจะมาเที่ยวกัน
แต่ที่โรแมนติกสุดๆ ก็ต้องมาชมกุหลาบบานที่เมืองอิวามิซาวะ ในสวนกุหลาบอิวามิซาวะ พาร์ค ที่มีต้นกุหลาบกว่า 22,000 ต้น บานชูดอกไสว ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณในพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร โดยดอกกุหลาบเหล่านี้ก็มีอยู่ทั้งหมด 243 สายพันธุ์ด้วยกัน ที่น่าสนใจก็เช่น พันธุ์มาเรีย คาลัส (Maria Callas) ซึ่งตั้งชื่อตามนักร้องโซปราโนที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น และดอกกุหลาบญี่ปุ่นพันธุ์เซกะ (Seika) มิวะกุ (Miwaku) และพันธุ์ Scarlet Iwamizawa ซึ่งเป็นกุหลาบสายพันธุ์เฉพาะของเมืองนี้ ถ้าได้จูงมือคนรักมาชมและดอมดมกลิ่นหอมๆ เย้ายวนของดอกกุหลาบคงจะเหมาะสมที่สุด

ทิวลิปหลากสี ไม่ต้องไปถึงเนเธอร์แลนด์
และอีกเมืองหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของเกาะ อย่างเมืองคามิยุเบทสึ (Kamiyubetsu) ที่นี่เราสามารถชมทุ่งดอกทิวลิปได้ โดยไม่ต้องไปไกลถึงเนเธอร์แลนด์ เพราะที่นี่จะมีการจัดเทศกาลงานแสดงดอกทิวลิปขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ เดือนพฤษภาคมไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งมีดอกทิวลิปให้ชมกันมากถึง 1,200,000 ดอก จาก 120 สายพันธุ์ และหลากสีสัน ทั้งแดง ส้ม ชมพู ขาว ม่วง จัดวางไล่สีกันจนบอกไม่ถูกเลยว่าสีไหนสวยกว่ากัน

ส่วนคนที่ชื่นชอบความงดงามของดอกอะซะเลีย หรือกุหลาบพันปี ที่เกาะฮอกไกโดนี้ก็มีให้ชมกันถึงสองแห่ง คือที่เมืองคิตะมิ ซึ่งจะมีเทศกาลชมดอกอะซะเลียของบ่อน้ำพุร้อนอนเนะยุ (Onneyu) ในช่วงเดือนพฤษภาคม ที่นี่จะมีดอกอะซะเลียทั้งสีขาว สีชมพู แต่ที่โดดเด่นคือดอกอะซะเลียสีม่วงซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติล้ำ ค่าทางธรรมชาติของฮอกไกโด บานชูช่อไสวไปทั่วบริเวณ

ดอกไม้สวยๆ ใครเห็นก็มีความสุข
ส่วนที่เมืองเทชิคางะ (Teshikaga) จะเป็นสถานที่ชมดอกอะซะเลียสีขาว โดยจะมีเส้นทางเดินชมธรรมชาติอิโอซัน ชมความงดงามของภูเขาอิโอ และดอกอะซะเลียสีขาวดูน่าทะนุถนอม การเดินชมในเส้นทางนี้มักจะเดินกันตั้งแต่ช่วงเช้ามืดไปจนถึงรุ่งเช้า จึงจะได้สัมผัสกับอากาศเย็นๆและสายหมอกขณะชมดอกไม้ไปด้วย สามารถชมกันได้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม

นอกจากนั้นแล้ว ในเมืองอีกหลายเมืองในเกาะฮอกไกโดก็ยังมีดอกไม้สวยๆ และกิจกรรมอีกมากมายให้เลือกทำกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในเมืองวัคคะไน ชมดอกไม้ เช่นดอกกุหลาบที่จะบานอยู่ริมชายหาด เพิ่มสีสันให้กับท้องทะเลให้สวยงามยิ่งขึ้น และที่เมืองนี้ยังจะได้อร่อยกับอาหารทะเลสดๆ ไม่ว่าจะเป็นหอยเชลล์ ปลาหมึก และปลาสดๆ อีกหลายชนิด หรือจะไปที่เมืองชินโทคุชมดอกไม้สีชมพูอ่อนของต้นบ๊วย กว่า 1,600 ต้น ในสวนที่มีพื้นที่ 8 เอเคอร์ ใกล้ ๆ สวนยังมีแนวต้นซากุระ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้ชมทั้งดอกซากุระ และดอกบ๊วยบานในเวลาเดียวกันหรือจะไปชมชุนคุนิไต หรือสันดอนทรายในเมืองเนมุโระ ซึ่งในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมจะเป็นช่วงที่ดอกกุหลาบบาน อีกทั้งที่นี่ยังเป็นจุดดูนก เพราะเป็นที่อพยพของนกป่า ซึ่งจะมีนกประมาณ 250 ชนิด อพยพมาในแต่ละปีอีกด้วย

ดอกอะซะเลียสีขาวที่เมืองเทชิคางะ
เชื่อว่าความสวยงามของดอกไม้บนเกาะฮอกไกโดนั้นจะทำให้หลายๆคนที่ได้เห็นเกิดความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน